พัฒนาตนเองด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า SOAR

1642
0
Share:
happiness
ในยุค Thailand 4.0 นั้นการพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพที่สูงให้กลายเป็น Skilled labour นั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะทำให้ตัวเราเองสามารถแข่งขันในสิ่งแวดล้อมที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วได้ ใครที่หยุดนิ่งก็เตรียมตัวล้มหายตายจากไปจากวงจรชีวิตได้เลย แล้วเราจะพัฒนาตนเองได้อย่างไร ที่จะยั่งยืน และทันท่วงทีหละ ตามขั้นตอนปกติเราก็ต้องวิเคราะห์ตนเองและสภาพแวดล้อมก่อนเป็นอันดับแรก
อย่างที่เคยเรียนๆกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ตนเองที่นิยมแพร่หลายมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น SWOT Analysis ที่วิเคราะสภาพภายใน Strength และ Weakness โดยดูจากปัจจัยภายในตัวเรา ประกอบกับปัจจัยต่างๆจากภายนอกเพื่อหา โอกาส (Opportunity) กับ อุปสรรค (Threat) ต่างๆ ซึ่งมักจะได้มาจากการวิเคราะห์ PESTE Analysis นั่นเอง
พอวิเคราะห์ SWOT กันแล้ว ก็คงจะต้องเอามาวิเคราะห์ TOWS กันต่อเพื่อทำการพัฒนาจุดอ่อน หลบอุปสรรค แสวงหาโอกาส ใช้จุดแข็งให้เป็นหลัก ซึ่งจากการอ่านบทความต่างๆก็พบว่า การทำ SWOT นั้นมุ่งเน้นพิจารณา จุดอ่อน (Weakness) เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงพัฒนามันให้เป็น จุดแข็ง (Strength) ให้ได้…. ซึ่งผมคิดว่ามันไม่เหมาะกับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบยุค Thailand 4.0 นี้ เพราะอะไร?
SWOT เป็นการวิเคราะห์แบบ Snap Shot คือใช้ข้อมูล ณ ช่วงเวลานั้นมาทำการพิจารณาสภาพภายนอกและภายใน เมื่อพบจุดอ่อนนั้น ก็ต้องพัฒนาให้เป็นจุดแข็งเพื่อจะได้ตอบสนองโอกาสที่คาดว่าจะเกิด และหลบเลี่ยงหรือลดภัยคุกคามหรืออุปสรรคที่วิเคราะห์ออกมา…. แล้วมันใช้เวลานานแค่ไหนที่จะพัฒนาจากจุดอ่อนมาเป็นจุดแข็ง? แล้วถ้าเมื่อพัฒนามาได้แล้ว ยังยืนยันได้ไหมว่าจุดแข็งนั้นยังคงจำเป็นต่อการดำรงชีวิตต่อจากนั้น? นอกจากนี้การที่วิเคราะห์จุดอ่อน และอุปสรรค ที่มากเกินไปนั้น จะทำให้บั่นทอนกำลังใจ และบางครั้งก็เลิกทำกันไปเลย เพราะจุดแข็งไม่มี จุดอ่อนเพียบ อุปสรรคเป็นร้อย (ไม่เชื่อลองคิดเล่นๆดูว่าจะประกอบธุรกิจซักอย่างจะทำอะไรดี ทำเมื่อไหร่ ใช้ SWOT นะครับ)
…ผมมีความเชื่อว่า การพัฒนาตนเองจากจุดเด่นของเราให้เด่นขึ้นไปอีก ง่ายและประหยัดเวลากว่าการพัฒนาจุดแย่ให้ดีขึ้น เพราะอะไรหนะหรือ ก็เพราะว่าการที่เราทำสิ่งอะไรได้ดีนั้น หมายถึงเรามีความสุขในการทำสิ่งนั้น เมื่อเรามีความสุขกับอะไรเรามักจะทำมันได้ดีกว่าคนอื่นเสมอ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเก่งด้านไหน? ลองถามคำถามตัวเองง่ายๆ 3 ข้อ

happiness

 

 

 

 

 

 

 

  1. อะไรที่เราทำแล้วรู้สึกไม่เบื่อ ไม่มีบ่น ทำนานแค่ไหนก็ได้ ทำแล้วมีความสุข
  2. อะไรที่คนอื่นเขาว่ายาก แต่เรารู้สึกว่ามันง่าย
  3. อะไรที่คนอื่นพูดให้เราฟังเสมอว่าเราเก่งในเรื่องนั้นๆ
ถ้าหาเจออย่างเพิ่งดีใจ ถามตัวเองด้วยว่าไอ้ที่เราว่าเป็นจุดเด่นนั้น มันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพราะถ้าเก่งด้านนอนเก่ง เก่งด้านการลอกข้อสอบ อันนี้ไม่ใช่ละ…
…แล้วเครื่องมืออะไรที่จะช่วยในการวิเคราะห์ตัวเราว่าเรามีจุดเด่นอะไร โดยไม่สนใจข้อด้อย? คำตอบคือ SOAR นั่นเอง
SOAR ประกอบไปด้วย S (Strength) O (Opportunity) A (Aspiration) และ R (Result) สังเกตได้ว่ามี S กับ O เหมือนกัน แต่ไม่เห็นมี W กับ T เลย นั่นก็เพราะ SOAR เป็นการวิเคราะห์เพื่อหาจุดเด่น แล้วพัฒนาจากจุดนั้น โดยสามารถมองหาโอกาสที่เกิดขึ้นบวกกับการตั้งมั่นในเป้าหมาย แรงบันดาลใจ และผลลัพธ์ที่ดี …. ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแน่นอน
ทีนี้เรามาดูทีละตัวกัน… (S กับ O ไม่ขอกล่าวถึงแล้วนะครับ)
A (Aspiration) หรือ ความมุ่งมั่นปรารถนา หรือปณิธาน นั่นเอง… เราต้องมาพิจารณาว่าเราอยากเป็นอะไร เราต้องการอะไรในชีวิต เราอยากให้คนอื่นคิดถึงเราแบบไหนเมื่อพูดถึงเรา บางคนอยากเป็นนักร้อง บางคนอยากเป็นนักบิน บางคนอยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บางคนอยากเป็นพ่อครัว อันนี้ก็แล้วแต่ สำคัญที่หาตัวเอง หาตัวตนที่แท้จริงให้เจอก่อน
R (Result) คือ ผลลัพธ์ที่ดีที่คิดว่าจะเกิดถ้าเรามุ่งมั่นตามปณิธานของเรา รวมถึงตัวชี้วัดความสำเร็จ นั่นก็คือเราต้องตั้งเป้าหมาย เป้าหมายที่จะบอกว่านี่แหละฉันประสบความสำเร็จแล้วนั่นเอง
อ่าว!! อย่างนี้ก็พวก #โลกสวย หนะสิ ไม่ต้องสนใจจุดอ่อนของตัวเอง ไม่ต้องสนใจภัยคุกคามจากภายนอก…. ก็ใช่ครับ
… SOAR เป็นการวิเคราะห์แบบแนวโลกสวยนิดหน่อย แต่ภายใต้ concept ที่ว่าด้วยการสร้างแรงผลักดันด้านบวก เพราะการที่เรามีกำลังใจ เรามีแรงผลักดัน ความมุ่งมั่น มีความสุข มักจะทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า การที่ต้องจำใจทำ ถูกบังคับให้ทำ หรือทำด้วยความจำเป็น ตัวอย่างง่ายๆเช่น ไข่ไก่ ถ้ามันแตกด้วยจากแรงภายนอก คือถ้ามีคนไปตอกมัน หรือตกแตก ไข่ก็แตกจบ…
แต่ถ้ามันแตกด้วยแรงจากภายใน นั่นหมายถึงมีชีวิตใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา… เช่นเดียวกัน ถ้าเราเต็มใจ มีกำลังใจที่จะพัฒนาตนเอง ด้วยตัวเราเอง มันจะยั่งยืน และมีประสิทธิภาพกว่าการถูกบังคับ ดังนั้นการพัฒนาตนเองเพราะเราคิดว่ามันเป็นจุดอ่อน จึงใช้เวลานาน และยากกว่า ไม่เชื่อลองไปเรียนภาษาจีนกันดูสิครับ เรียนเพราะคุณคิดว่าคนอื่นพูดจีนเป็น คุณพูดไม่เป็น มันเป็นจุดอ่อนของฉัน… โดยไม่มีแรงกระตุ้นด้านบวกอื่นๆเข้ามาร่วมด้วย
ผมชอบตัวอย่างนี้มาก อ่านเจอในเว็บ gotoknow ครับ กรณี คุณพุ่มพวง ดวงจันนร์
SWOT:
S – ร้องเพลงเก่ง เสียงดี มีมุขตลก ความจำดี
W- อ่านหนังสือไม่ออก บ้านจน
O – เพลงลูกทุ่งกำลังเป็นที่นิยม
T – คู่แข่งเยอะ
ถ้าคุณพุ่มพวงวิเคราะห์ด้วย SWOT และมุ่งเน้นพัฒนาจุดอ่อน โดยคิดว่าต้องไปเรียนหนังสือก่อน ตอนนี้ (ในเว็บเขาว่า) เราอาจจะไม่มีนักร้อง ราชินีเพลงลูกทุ่ง แต่เราอาจจะได้เสมียน หรือพนักงานทั่วๆไปมาก 1 คน ที่ได้ร้องเพลงเฉพาะในช่วงงานเลี้ยงของบริษัท…โชคยังดีที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น
ทีนี้มาดู SOAR บ้าง
S – ร้องเพลงเก่ง เสียงดี มีมุขตลก ความจำดี
O – เพลงลูกทุ่งกำลังเป็นที่นิยม
A – เป็นนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียง
R – มีเงิน เลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นคุณพุ่มพวงจึง “อาจจะ” คิด ณ ตอนนั้นว่าอ่านไม่ออกก็ไม่เป็นไร ฉันความจำดีท่องเนื้อเพลงเอาก็ได้ เสียงฉันดี ฉัน entertain คนได้เก่ง แล้วก็ใช้จุดเด่นพวกนี้ทำตามปณิธานของตนเอง จนได้ผลลัพธ์ที่ต้องการได้ในที่สุด
แต่!!! ไม่ใช่ว่าต่อไปนี้ไม่สนจุดอ่อนช่างมัน ภาษาอังกฤษไม่เก่งช่างมันฉันทิ้ง ไม่ใช่ครับ การพัฒนาจุดด้อยก็ยังจำเป็น โดยเฉพาะจุดด้อยที่มีผลโดยตรงต่อความสำเร็จ เช่น ถ้าคุณพุ่มพวงจำไม่เก่ง อ่านไม่ออก แน่นอนก็ร้องเพลงไม่ได้ ก็ต้องไปเรียน … อย่าคิดเข้าข้างตัวเอง หรือหาข้ออ้างที่จะไม่เรียนนะครับ
ดังนั้นในปัจจุบัน ในยุคประเทศไทย 4.0 เราคงต้องเริ่มมองหาจุดเด่น จุดแข็งของเรา ดูว่าเราอยากเป็นอะไร และอยากประสบความสำเร็จด้านไหน เริ่มจากตรงนี้ และพุ่งไปข้างหน้าเลยครับ #SOAR น่าจะเหมาะกว่า #SWOT นะครับในช่วงเวลาแบบนี้
สถาวร เลิศสุวรรณกุล
หัวหน้าหลักสูตรธุรกิจการบิน
วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน | มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
Share:

Leave a reply