บทเรียนจาก Cosmoprof Asia in Hong Kong

296
0
Share:

สื่อ : ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3212

Section : CEO Focus/หน้าแรก

วันที่ : 24 – 26 พฤศจิกายน 2559

บทเรียนจาก Cosmoprof

Asia in Hong Kong

 

ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Cosmoprof Asia ที่ประเทศ Hong Kong ซึ่งเป็นงานแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเครื่องสำอางที่เรียกว่าครบครัน และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ปีหน้างานนี้จะครบรอบปีที่ 50 แล้วครับ โดยปกติงานนี้จะจัดขึ้นที่ประเทศทางยุโรป (Cosmoprof  Worldwide) แต่ในเอเชียประะเทศฮ่องกงได้รับสิทธิในการจัดทำให้นักธุรกิจชาวไทยเดินทางได้ง่ายขึ้นหน่อยครับ

การไปร่วมงานเป็นครั้งแรกนี้นับว่าตื่นตาตื่นใจ ผสมกับความตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อีกแล้วครับ ผมเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังดีกว่าว่าการเดินทางนี้เป็นอย่างไรบ้าง และได้มุมมองด้านธุรกิจ รวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าระดับโลกนี้อย่างไรบ้าง ไปกันเลยครับ

ผมเดินทางโดยสายการบินแห่งชาติของเราไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติ Chek Lap Kok ใช้เวลาประมาณ 2.45 ชั่วโมง พอลงเครื่องตอนแรกก็ทำใจว่า ปกติสนามบินนี้การตรวจคนเข้าเมือง (Immigration) แถวยาวมาก แต่ปรากฎว่าผิดคาดครับ คราวนี้เร็วมาก เพราะเค้ามีเจ้าหน้าที่ที่จัดงานมาดูแลผู้เข้าร่วมงาน เพียงแค่แแสดงบัตรผู้เข้าร่วมงานที่ลงทะเบียนทางอินเทอร์เน็ตไว้ก่อนหน้านี้ และทางผู้จัดส่งบัตรมาให้ถึงบ้าน ก็สามารถผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองด้วยแถวพิเศษอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่เริ่มต้นครับ พอออกมาจากสนามบินก็สามารถขึ้นรถไฟฟ้าไปยังงานในส่วนแรกได้ภายในเวลา​ 5นาที งาน Cosmoprof Asia นี้มีการจัดงานที่ 2 Venues ครับ ได้แก่ AWE: AsiaWorld-Expo ที่อยู่ใกล้กับสนามบิน และ HKCEC: Hong Kong Convention & Exhibition Center ที่อยู่ในตัวเมืองครับ

ผู้ร่วมงานแสดงสินค้าเป็นบริษัทต่างๆ จากทั่วโลก โดยมาจากยุโรป52% เอเชีย32% อเมริกา14% แอฟริกา1% และโอเชียเนีย1% บูธต่างๆ เป็นน้ำหอมและคอสเมติก31% อุปกรณ์เกี่ยวกับผม24% อุปกรณ์สปา20% แพคเกจจิ้ง16% นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการทำเล็บ และอื่นๆ อีกเยอะมากครับ

สิ่งที่ธุรกิจต้องเตรียมเวลาไปออกงานนิทรรศการคือ “บูธต้องสวย” เพราะคนที่มาชมงานโดยส่วนมากจะเลือกเฉพาะ Hall ที่จะเดิน แล้วก็เดินไล่ไปตามบูธต่างๆ ดังนั้นการตกแต่งบูธ การแสดงสินค้าหรือบริการต้องเด่น อันนี้รวมไปถึงทำเลหรือฮวงจุ้ยของบูธด้วยคะครับ ถ้าไปอยู่ในซอกหลืบ ด้านหลังหรือต้องตะกายขึ้นไปชั้นสูงเกินไป ฮวงจุ้ยดีๆ อาจกลายเป็นฮวงซุ้ยได้ ประการต่อมาคือ “ขายให้เป็น” คนที่มาเดินในงานพอเจอบูธเยอะๆ คนเยอะๆ บางทีก็ไม่รู้จะเข้าไปคุยอย่างไร พนักงานประจำบูธ (ส่วนมาก Startup ก็ใช้ Founder หรือ CEO นั่นแหละ) ต้องประจำบูธแบบ Proactive คือเข้าหาลูกค้าเป้าหมาย (Prospect) ไม่ใช่นั่งจิ้มโทรศัพท์ ดูคลิปหัวเราะคิกคักอยู่ในบูธ ผมเจอหลายบูธเชียว เสียดายค่าบูธชะมัด การเข้าหาลูกค้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แนะนำตัวด้วยเอกสารหรือแจกผลิตภัณฑ์ตัวอย่างสามารถทำได้หลายรูปแบบ อย่ามัวแต่นั่งเต๊ะท่าแล้วไม่ได้ยอดขายครับ ประการที่สาม “ต้องติดต่อกัน” แจกนามบัตรเรา ขอนามบัตรเค้า สำคัญมากนะ เพราะหลายครั้งการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่งานนิทรรศการ เพราะพฤติกรรมการซื้อแบบองค์กรไม่เหมือนการซื้อของผู้บริโภค ต้องผ่านกระบวนการของการตัดสินใจหลายขั้น การเตรียมนามบัตรไปเป็นกล่อง ควบคู่กับเอกสารแนะนำตัวจำเป็นมากครับ ประการที่สี่ “ข้อมูล ข้อมูล และข้อมูล” ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเราต้องครบถ้วน รู้รายละเอียด ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดว่าเป็นอย่างไรบ้าง และข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งโดยเฉพาะบูธอื่นๆ อย่างผมไปเดินที่งาน หลายบูธบอกว่าสินค้าเค้าเจ๋งสุดๆ ใหม่มาก ไม่เหมือนใคร ผมเดินไปแปปเดียว โถๆๆบูธล็อคเดียวกันเลยเหมือนกันเป๊ะ ประการสุดท้าย “บุคลิกภาพ” หลายท่านอาจสงสัยว่าสำคัญหรือ สำคัญมากนะ งานเครื่องสำอางคนมาออกบูธก็ควรจะดูดี งาน Startup คนมาออกบูธก็ควรจะดูทันสมัยหน่อย เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนครับ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่รับรองว่ามีผลมากต่อการติดต่อทางธุรกิจ

การไปออกงานนิทรรศการแต่ละครั้งค่าใช้จ่ายไม่ใช่ถูกๆ ไหนจะค่าเสียเวลา ค่าเสียโอกาส หวังว่าท่านผู้อ่านที่เคารพจะได้แนวคิดในการไปออกงานนิทรรศการนะครับ ยอดขายจะได้พุ่งๆ ครับ

Share:

Leave a reply