ก็โลกมันเป็นแบบนี้

165
0
Share:

สื่อ : ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3228

Section : CEO Focus/หน้าแรก

วันที่ : พฤหัสบดี 19 – เสาร์ 21 มกราคม 2560

ก็โลกมันเป็นแบบนี้

 

 

สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้คือ “โลกออนไลน์จะกลายเป็นเรื่องจริง” สำนัก Trendwatching ได้คาดการณ์แนวโน้มของผู้บริโภค 5 ประการในปี 2017 มีแนวโน้มหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากๆ และผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจ และตามให้ทัน นั่นคือ Virtual Experience Economy หรือยุคของประสบการณ์เสมือนกำลังมาแล้ว

อันที่จริงใครที่ติดตามเรื่องนี้คงจะเคยได้ยินคำว่า AR (Augmented Reality) VR (Virtual Reality) ดูผิวเผินอาจจะคล้ายๆ กันในความเสมือน แต่ก็มีสิ่งที่ต่างกัน AR หรือการใช้สภาพแวดล้อมจริงๆ ผสานเข้ากับสิ่งที่สร้างขึ้นหรือวัตถุเสมือน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเกม Pokemon Go ที่เรายกกล้องโทรศัพท์ก็จะเห็นวิวจริงๆ แล้วมีตัวคาแรคเตอร์การ์ตูน (วัตถุเสมือน) ปรากฎอยู่บนวิวจริง ในขณะที่ VR คือการจำลองสภาพแวดล้อมจริงๆ ใส่เข้าไปในความรู้สึกของเราโดยผ่านประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียงหรือสัมผัส เช่นการเล่นเกมที่เราต้องใส่แว่นแล้วพาเราเข้าไปอยู่ในเกมนั้นๆ อาจต้องมีการเดิน การหมุนตัว การกระโดดต่างๆ

ต้นกำเนิดของ AR, VR เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ที่จิตรกรเขียนภาพที่ต้องการให้คนมองภาพแล้วเหมือนกับอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ หรืออย่างน้อยๆ เห็นภาพเหตุการณ์นั้นทั้งหมด ในปี 1966 เริ่มมีอุปกรณ์เหมือนหมวกครอบหัว เชื่อมโยงกับคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ทำให้เห็นสถานการณ์จำลองได้ ในยุคแรกๆ ของการจำลองสถานการณ์ในภาพยนตร์ แล้วให้ผู้ชมเข้าไปนั่งเก้าอี้ที่โยกได้ ผมจำได้ว่าออกมาแล้วผมคลื่นไส้อาเจียรเลย แต่ล่าสุดเทคโนโลยีทำให้ความเสมือนจริงเป็นเรื่องจริงมากยิ่งขึ้น หลายท่านอาจเคยเล่นเกม Xbox ของ Microsoft ที่เป็นเกมที่เรียกว่าเล่นแล้วเหงื่อแตกของจริง เพราะมี Kinect ที่จำลองตัวเราเข้าไปในเกม แล้วมีเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวของเรา (ผมแอบใช้เครื่องนี้ลดน้ำหนักมาแล้ว ได้ผลดีเชียวครับ)

แต่ถ้านับว่าเด็ดจริง เหมือนจริง ต้องยกให้ Oculus Rift ที่เคยมีการระดมทุนครั้งใหญ่ผ่าน Kickstarter ไปเมื่อปี 2012 และถูกซื้อโดย Facebook ในปี 2014 ด้วยเงินมหาศาลถึง 2พันล้านเหรียญ ทำให้สามารถพัฒนาเวอร์ชั่นล่าสุดมาได้แบบเทพทีเดียว (แน่นอนเงินในกระเป๋าของท่านก็ต้องเทพด้วย) เจ้าตัวนี้มีมุมมอง 360 องศา ตอบสนองอย่างรวดเร็วทันทีที่เราขยับเพราะมีอุปกรณ์จับความเคลื่อนไหวของศีรษะ พร้อมลำโพง 3 มิติในตัวแว่น นี่ยังไม่นับบริษัทชื่อดังที่เรารู้จักกันดี ต่างก็พัฒนาอุปกรณ์ VR กันออกมาเรื่อยๆ อาทิ HTC Vive, Samsung Gear VR, PlayStation VR

ผมเพิ่งไปโตเกียวมาครับ ระหว่างที่รอข้ามถนนอยู่ย่านชิบูย่า ก็เห็นภาพตัวเองและคนอื่นๆ ไปปรากฎอยู่บนจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่กลางสี่แยก ทุกคนที่เห็นตัวเองดูสนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจ ยกกล้องขึ้นมาถ่าย และยิ่งสนุกไปกว่านั้นเมื่อมีเสียงสัตว์ประหลาด และมีเงาตัวอะไรซักอย่างพาดผ่านภาพเราบนจอนั้น น่าติดตามมากๆ

ไม่เพียงแต่การเล่นเกมเท่านั้นต่อไปนี้เราจะเห็นบริษัทต่างๆ นำ AR, VR รวมไปถึง MR หรือ Mixed Reality มาใช้มากขึ้น Alibaba กำลังทดสอบระบบ VR Shopping ที่จำลองให้อาตี๋อาหมวยในประเทศจีนใส่แว่น แล้วเดินทางข้ามโลกไปชอปปิ้งที่ห้างหรูในนิวยอร์คได้ ลองคิดดูว่าต่อไปนักเรียนคงไม่ต้องไปโรงเรียน ตื่นเช้ามาหยิบแว่นใส่ก็ไปโรงเรียนได้แล้ว (ถ้าเป็นครูสมัยก่อนคงต้องพัฒนาระบบเขกกระโหลกนักเรียนผ่านแว่นนี้ด้วย)

ผู้ประกอบการทั้งหลาย รวมถึง Startup ต้องปรับตัวให้ทันครับ เพราะในอนาคต Digital

Experience จะเท่ากับ Real Experience ก็โลกมันเป็นแบบนี้นี่นา

Share:

Leave a reply