เมื่อสองวันก่อนเพิ่งเขียนหัวข้อเกี่ยวกับการเดินทางหลัง COVID-19 ที่บอกว่าน่าจะเป็นการเดินทางที่ต้องมี Social Distancing

Read more: การเดินทางท่องเที่ยวจะเป็นอย่างไร หลังวิกฤต COVID-19

วันนี้พอดีเจอเว็บไซต์ Digital Trends ได้พูดถึงการทดสอบเที่ยวบิน 19 ชั่วโมงกว่าๆ ของสายการบิน Qantas (QF, QFA) ประเทศออสเตรเลีย ที่เพิ่งทดสอบการบินเรียบร้อยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (19 เมษายน 2563) โดยเที่ยวบินนี้ได้ทำลายสถิติระยะเวลาบิน 18 ชั่วโมงครึ่ง ของสายการบิน Singapore Airlines ลงไปเรียบร้อย

ก่อนเข้าเรื่องมานั่งคิดกันดีกว่าว่า 19 ชั่วโมง (1,140 นาที) ทำอะไรได้บ้าง

  • ดูหนัง Marvel ได้ 10 เรื่อง (เรียงตาม time line ของเหตุการณ์) : ขากลับดูที่เหลือต่อจบเซ็ตพอดี
    • Captain America: The First Avengers (124 นาที)
    • Captain Marvel (124 นาที)
    • Iron man 1 (126 นาที)
    • Iron man 2 (119 นาที)
    • Thor (114 นาที)
    • The Incredible Hulk (112 นาที)
    • The Avengers (143 นาที)
    • Iron man 3 (131 นาที)
    • Thor: The Dark World (112 นาที)
  • หรือถ้าอยากดูหนังภาคต่อซักเรื่องให้จบทั้งเซ็ต ก็นี่เลย Harry Potter 8 ภาคครบ 19 ชั่วโมง 39 นาที (ข้ามๆตอนที่คุยกับเมอร์เทิล ผีในห้องน้ำ กับตอนเครดิตท้ายเรื่องไป น่าจะดูทัน)
  • ขับรถไปกลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ได้รอบครึ่ง (ไป 6 กลับ 6 ชม)
  • เล่น ROV ได้ 38 เกม (เฉลี่ยเกมละ 30 นาที)
  • บางคนก็บอก นอนได้แค่งีบเดียวเอง …

กลับเข้าเรื่อง….

เที่ยวบินสุดโหดนี้มีรายละเอียดของการบิน คือ เป็นเที่ยวบินที่บินตรง (Direct Flight) ไม่มีการแวะพัก จาก New York, USA (สนามบินนานาชาติ John F. Kennedy: JFK, KJFK: Google Earth) ไปยัง Sydeny, Australia (สนามบินนานาชาติ Kingsford Smith: SYD, YSSY: Google Earth) โดยเครื่องบิน Boeing 787-9 Dreamliner มีระยะทางการบินรวม 16,200 กิโลเมตร มีผู้โดยสาร 50 คน (มีทั้งผู้บริหารของสายการบิน นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และนักข่าว) โดยทั้งหมดนั่งในที่นั่งชั้นธุรกิจ (Business Class) และลูกเรือ 10 คน ร่วมทดสอบการเดินทางในครั้งนี้ (มีจำกัดจำนวนกระเป๋า สัมภาระ และไม่มีการขนสินค้าหรือ Cargo ในการบินครั้งนี้)

ใช้เวลาการบินรวมทั้งสิ้น

19 ชั่วโมง 16 นาที

หมายเหตุ: เมืองหลวงของออสเตรเลีย คือ Canberra นะจ๊ะ ไม่ใช่ Sydney

สำหรับทีมลูกเรือนั้น ประกอบด้วย นักบินจำนวน 4 คน ผลัดเปลี่ยนการทำการบิน ที่ต้องมี 4 คน น่าจะมีสาเหตุหลักเนื่องจากข้อกำหนดเรื่อง Flight time, flight duty period, duty period limitations and rest requirements ของ ICAO (ไว้หาข้อมูลมาเล่าให้ฟัง) โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อวัดค่าต่างๆของร่างกายบนตัวนักบินทั้ง 4 คนด้วย

วัตถุประสงค์หลักของการทดสอบการบินในครั้งนี้

ทาง Qantas ระบุว่า เพื่อเป็นการทดลองทางวิทยาศาสาตร์ ว่าผลกระทบต่อผู้โดยสารและลูกเรือในเที่ยวบินระยะทางไกล (มาก) มีอะไรบ้าง เพื่อนำผลที่ได้มาพัฒนาการบริการในด้านสุขภาพและความสุขสมบูรณ์ (Health and Wellness) ของผู้โดยสารและลูกเรือ รวมไปถึงเพื่อหาวิธีในการลดผลกระทบจากอาการ Jetlag (คืออาการที่เกิดเมื่อมีการเดินทางข้ามเขตเวลา หรือ Time Zone ไว้จะมาเล่าให้ฟัง) นอกจากนี้สายการบินยังต้องการศึกษาว่าระยะเวลาการทำงาน และการพักผ่อนที่เหมาะสมที่สุดของลูกเรือในเที่ยวบินระยะไกล (มาก) เป็นอย่างไร

ทางด้านลูกเรือนั้น มีการเตรียมการมากมายเพื่อให้มั่นใจว่าผู้โดยสารทุกคนจะสามารถจัดการกับอาการ Jetlag ให้ได้เร็วที่สุด โดยมีการออกแบบโปรแกรมให้ผู้โดยสารทำการออกกำลังกาย และการยืดคลายกล้ามเนื้อ มีการกำหนดเวลาการบริการมื้ออาหาร และเมนูอาหารที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้โดยสารไม่ง่วงนอน เช่น การเสริฟอาหารรสค่อนข้างเผ็ด และมีข้อแนะนำให้ผู้โดยสารตื่นนอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ตลอดในการเดินทางครั้งนี้ (ตอนแรกผมคิดว่า 19 ชั่วโมงกว่าๆรึ ง่ายมาก ขึ้นเครื่อง ห่มผ้า ปิดไฟ นอนยาวไป 19 ชั่วโมง แต่จริงๆไม่ควรทำเพราะอันตรายต่อร่า่งกายนะ)

ในความรู้สึกของผม หากจะบินไกลขนาดนี้ สายการบินอาจจะต้องมีระบบสาระบันเทิงบนเครื่องบิน In-flight Entertainment System (IFE) ให้หลากหลาย ตรงกับความต้องการของผู้โดยสาร และต้องมีความทันสมัย เพื่อทำให้การเดินทางตลอด 19 ชั่วโมงนั้น เป็นไปอย่างสะดวกสบายที่สุด

อาจจะต้องมีการปรับผังที่นั่ง (Seat Configuration) ให้กว้างขึ้น เพราะผู้โดยสารน่าจะไม่ชอบที่จะต้องไปนั่งเบียด หรือใกล้ใครตลอด 19 ชั่วโมง ซึ่งก็น่าจะเป็นโจทย์บังคับจากมาตรการ Social Distancing อยู่แล้ว และที่นั่งอาจจะต้องเป็นแบบปรับเอนได้ หรือนอนแนวราบได้ บริเวณที่นั่งควรมีความเป็นส่วนตัวสูง รวมไปถึงมีอุปกรณ์เสริมส่วนตัวต่างๆ นอกจากหมอน ผ้าห่ม จอทีวี เช่น ตู้เย็นเล็กๆ เครื่องนวด ระบบ Wi-Fi ความเร็วสูง หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำให้ผู้โดยสารสามารถมีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด

ทางพิธีการของรายการ Digital Trends เสนอไอเดียว่า การใช้ระบบ VR หรือ AR มาเสริมการให้บริการ ก็เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เนื่องจากผู้โดยสารสามารถเลือกสภาพแวดล้อมบนโลกเสมือนจริงได้ตรงกับความต้องการของตนเอง และเป็นการนำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่ การปรับโทนสี และแสงภายในเครื่องบินก็มีความจำเป็นเช่นกัน

Read more: ความแตกต่างระหว่าง Virtual Reality (VR) กับ Augmented Reality (AR)

สุดท้ายก็ขอยืนยันคำเดิมว่า ยังไงคนก็ต้องเดินทาง ต้องเที่ยว เครื่องบินก็ยังคงต้องบินให้บริการ (แอบนึกภาพ นั่งเรือไปเที่ยวลอนดอน หรือว่ายน้ำเพื่อไปเดินที่เมียงดง… เหนื่อยตาย)

อ้างอิง
Digital Trends
DW.com
ICAO Annex 6
Catdumb
Wikipedia
Major Cineplex

Share:

Leave a reply