Search Intent คืออะไร

Share:

หลายๆครั้งผู้ประกอบการ หรือเจ้าของเว็บไซต์ ต้องการเขียนบทความหรือ Blog เพื่อส่งต่อข้อมูลต่างๆให้กับลูกค้า หรือแฟนเพจ ซึ่งการเขียนบทความนั้นส่วนมากจะเลือกเขียนในสิ่งที่คนเขียนสนใจ หรือเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้า / บริการ ของตนเอง แต่เคยสงสัยไหมว่าบทความที่เขียนนั้น มีคนสนใจที่จะอ่านหรือไม่

แน่นอน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตรงกับความตั้งใจของการเขียน ต้องมีการทำวิจัยเล็กๆ เพื่อหาข้อมูลก่อน พอพูดว่าวิจัยไม่ได้หมายความว่าต้องเดินแจกแบบสอบถาม หรือขอสัมภาษณ์เท่านั้น เราสามารถใช้เครื่องมือที่มีอยู่รอบๆตัวเราแทนได้

โดยการทำ Search Intent นั้น มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการทำให้เราสามารถเลือกหัวข้อได้ตรงตามความสนใจ หรือสามารถตอบคำถามของกลุ่มเป้าหมาย (Target Audience)

คำว่า Intent นั้นเป็นคำนามมีความหมายว่า “เจตนา หรือ จุดประสงค์” นั่นเอง และเมื่อเราเขียนตรงใจ มีคนมาอ่านบทความบนเว็บไซต์ของเรามากๆแล้ว Algorithm ของ Google ก็จะประเมินว่าเว็บไซต์เราเป็นเว็บไซต์น้ำดี ก็จะดันต่อทำให้เว็บไซต์ของเราไปโชว์ให้คนเห็นเยอะขึ้น เป็นการเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ คือมีคนเข้ามาแวะเวียนมากขึ้น เหมือนกับว่าเรากำลังเป็นร้านอาหารขายดี สื่อก็เชียร์ อะไรประมาณนั้น สุดท้ายก็ส่งผลดีกับระบบ SEO คือใคร Search คำที่เกี่ยวข้องกับที่เราเขียน เว็บไซต์ของเราก็จะขึ้นมาอยู่ต้นๆของผลการค้นหานั่นเอง

…. ว่าแต่จะหา Search Intent ทำยังไง?

การหา Search Intent แบบง่ายๆ

  1. เปิด Google
  2. พิมพ์คำที่เราคิดว่าต้องการจะเขียนบทความ เช่น หาคำว่า “ออกกำลังกายช่วงกักตัว
  3. ลองไล่ดูว่าผลการค้นหาที่แสดงขึ้นมาหน้าแรก มี keywords อะไรบ้างในภาพรวม อย่างในกรณีนี้ ก็จะเจอคำว่า การออกกำลังกายแบบ HIIT Training / 4 ท่าออกกำลังกายช่วงกักตัว / รวมกิจกรรมเรียกเหงื่อสู้โควิด / ออกกำลังกายอย่างไรให้ปลอดภัยไม่ให้ติดไวรัส

ซึ่งดูภาพรวมแล้ว คนต้องการหาวิธีออกกำลังกายจากที่บ้าน และต้องการรู้ว่าต้องออกอย่างไร ทำท่าอะไร ท่าละกี่ครั้ง กี่นาทีนั่นเอง

ในบางการค้นหา พอเราพิมพ์คำที่สนใจลงไปแล้ว Google ก็จะแสดงข้อมูล Common Questions มาให้ด้วย ซึ่งก็คือรวมคำถามยอดฮิตที่คนสงสัยหรือต้องการรู้คำตอบจากเรื่องนั้นๆ เราก็สามารถนำข้อมูลตรงนี้มาใช้เขียนบทความของเราได้เช่นกัน

อีกหนึ่งวิธี ถ้าเราคิดไม่ออกว่าจะพิมพ์หาคำว่าอะไรดี ก็ให้เราพิมพ์คำที่เราสนใจ และดูว่า Google จะแนะนำอะไรขึ้นมาให้เราบ้าง เช่น เมื่อเราต้องการจะรีวิวสถานศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรธุรกิจการบิน และเคยได้ยินว่าที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีหลักสูตรปริญญาตรีด้านการบิน ที่มีทุนการศึกษาให้ และมีห้องฝึกปฏิบัติการใหญ่โตทันสมัยสุดๆ มีเครื่องบิน มี Flight Simulator ด้วย แต่เราจำไม่ได้ว่าชื่อเต็มคืออะไร จำได้แต่ชื่อย่อว่า cadt เราก็สามาระพิมพ์คำว่า การบิน cadt แล้วเดี๋ยว Google ก็จะแนะนำมาให้

จะเห็นว่า Google จะแสดงข้อมูลหลายๆด้าน รวมถึงคำที่แนะนำเพิ่มเติม ทั้งหลักสูตรธุรกิจการบิน หลักสูตรการจัดการเทคโนโลยีการบิน ค่าเทอม หลักสูตรอบรม ขึ้นมาครบถ้วน แถมมีคลิปวีดีโอ มีแผนที่ รูป ครบเลย ทีนี้เราก็สามารถรีวิวได้อย่างเต็มที่

นอกจากการใช้ Google ค้นหาแล้ว ในด้านเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลด้านการตลาด หาคำที่คนกำลังนิยม หา Trend นั้น ก็มีเว็บไซต์ มีแอป มีโปรแกรมแนวๆ Keyword Research Tools หรือ Social Listening Tools ให้เลือกใช้มากกมาย ทั้งที่ฟรี (เช่น Google Trends) และเสียเงิน (เช่น KWFinder และ Mandala) ให้เลือกใช้

สุดท้าย

การเขียนที่ดีนอกจากจะต้องตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย ต้องเน้นความทันสมัย และความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล และที่สำคัญต้องใช้คำ และแนวทางการเขียนของเราเอง ห้าม copy – paste ของคนอื่นเด็ดขาด เพราะนอกจากเข้าข่ายผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ทางปัญญาแล้ว ยังทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเว็บไซต์ของเราขาดความน่าเชื่อถืออีกด้วย

Share: