UV-C อาวุธกำจัดไวรัส?

Share:

การใช้แสง UV-C ในการฆ่าเชื้อโรคในอากาศ และตามพื้นผิวสัมผัสต่างๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในปัจจุบันมีการนำมาใช้ในชีวิตประจำวันกันอย่างหลากหลาย ถ้าเราลองหาสินค้าในเว็บขายของออนไลน์ ก็จะพบว่ามีการขายอุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรคโดยใช้รังสี UV-C กันเต็มไปหมด ไม่ว่าจะใช้กับตู้ปลาเพื่อกำจัดตะไคร่น้ำหรือสาหร่ายที่จะมาเกาะตู้ เพื่อกำจัดเชื้อโรคในน้ำ หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสี UV-C แบบพกพา

https://cf.shopee.co.th/file/a1a6becfcdfae88446dd119048c30b2e

Wikipedia ได้ให้ความหมายของ UV ไว้ว่า

รังสีอัลตราไวโอเลต หรือ รังสียูวี (อังกฤษ: ultraviolet) หรือในชื่อภาษาไทยว่า รังสีเหนือม่วง เป็นช่วงหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่มองเห็น แต่ยาวกว่ารังสีเอกซ์อย่างอ่อน มีความยาวคลื่นในช่วง 100-400 นาโนเมตร และมีพลังงานในช่วง 3-124 eV มันได้ชื่อดังกล่าวเนื่องจากสเปกตรัมของมันประกอบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่สูงกว่าคลื่นที่มนุษย์มองเห็นเป็นสีม่วง

ประเภทของรังสี UV

อ้างอิงจาก:
https://www.prachachat.net/rama-health/news-469601
th.wikipedia.org

UV มี 3 ประเภทหลักๆ แบ่งตามช่วงคลื่น ได้แก่ UV-A, UV-B และ UV-C

รังสี UV-C เป็นที่นิยมสำหรับการใช้ในการฆ่าเชื้อโรค ซึ่งผลวิจัยชี้ชัดว่าช่วงความยาวคลื่นที่ใช้กำจัดไวรัสได้ดีที่สุดคือที่ 254 นาโนเมตร ในธรรมชาตินั้นรังสี UV-C จากดวงอาทิตย์ (ช่วงความยาวคลื่น 280 – 100 นาโนเมตร) ปกติจะไม่สามารถผ่านชั้นบรรยากาศโลกมาโดนตัวเราได้ เพราะถูกกรองไว้โดยชั้นโอโซน

สามารถกล่าวได้ว่า ถ้าการฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ใช้สำหรับลดความรุนแรงของผลจากการติดเชื้อไวรัสเมื่อมันเข้าสู่ร่างกาย การฉายแสง UV-C คือวิธีการสำหรับฆ่าไวรัสโดยตรงก่อนที่มันจะมีโอกาสเข้าสู่ร่างกายมนุษย์นั่นเอง

การใช้ UV-C ฆ่าเชื้อโรคนั้นจะมีข้อจำกัด คือ บริเวณที่เป็นแสงเข้าไม่ถึงจะไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ นอกจากนั้น อาจทำให้อุปกรณ์ที่มีส่วนประกอบของพลาสติกมีอายุการใช้งานลดลง จึงควรใช้วิธีการเช็ดทำความสะอาดควบคู่ไปด้วยทุกครั้ง

UV-C กับการบิน

UV-C ถุกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Germicidal Ultraviolet ซึ่งก็หมายถึง รังสีอัลต้าไวโอเล็ตสำหรับฆ่าเชื้อโรคนั่นเอง ในปัจจุบันมีการใช้งานตามสถานที่ต่างๆมากมาย เช่น ในโรงพยาบาล ในที่ทำงาน ที่บ้าน ในรถยนต์ และเครื่องบินโดยสาร เป็นต้น

วัตถุประสงค์หลักในการใช้งาน คือการฆ่าเชื้อโรคในอากาศ และบนพื้นผิวต่างๆ เช่น โต๊ะทำงาน พื้น ลูกบิดประตู หรือเก้าอี้ผู้โดยสารบนเครื่องบิน แต่ไม่ได้หมายความว่าพอฉายรังสี UV-C แล้วพื้นผิว หรือบริเวณนั้นจะปราศจากเชื้อโรคตลอดไป เพราะถ้ามีคนมานั่ง หรือเข้าในพื้นที่ เชื้อโรคก็จะกลับมาใหม่อยู่ดี

ดังนั้น concept การใช้งาน คือ กำจัดเชื้อโรคที่มีอยู่ให้หมดไป เพื่อป้องกันการติดต่อสู่คนอื่น เช่น ในกรณีเครื่องบินโดยสาร เมื่อเครื่องจอดและผู้โดยสารลงจากเครื่องหมดแล้ว พนักงานทำความสะอาดตามปกติเรียบร้อย ก็อาจจะมีการฉายรังสี UV-C ภายในห้องโดยสารทุกซอกทุกมุม เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่ตกค้างอยู่ที่อาจจะติดต่อไปสู่ผู้โดยสารหรือพนักงานในเที่ยวบินถัดไป

https://spectrum.ieee.org/biomedical/devices/uv-light-might-keep-the-world-safe-from-the-coronavirusand-whatever-comes-next.ieee.org/

เนื่องจาก UV-C สามารถทำอันตรายต่อร่างกาย เพราะมันมีคุณสมบัติที่สามารถทะลุผ่านผิวหนังและดวงตาเราได้ ซึ่งถ้าได้รับรังสีนานๆ อาจจะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หรือต้อกระจก ดังนั้นผู้ที่จะใช้งานต้องมีความรู้ และได้รับป้องกันอย่างดี โดยมากจะทำการฉายแสงในห้อง หรือบริเวณที่ต้องการขณะที่ไม่มีคนอยู่ในบริเวณนั้น หรือมีวัสดุอุปกรณ์สำหรับป้องกันการแพร่กระจายของรังสีตั้งเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยรูปแบบการใช้งาน และลักษณะทางพันธุกรรมของเชื้อโรคต่างๆ เพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากรังสี UV-C ให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จก็จะทำให้เราใช้ชีวิตกันอย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น ช่วงนี้ก็คงต้องใช้วิธีล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากากอนามัย และรักษาระยะห่างทางสังคมกันก่อน อ่อ แล้วไปฉีดวัคซีนกันด้วยนะครับ เพื่อลดผลกระทบหากเกิดการติดเชื้อ

Share:

Leave a reply